เทคโนโลยีกับสุขภาพ

!! ครั้งแรกของโลก มนุษย์โรบอท ดำรงชีวิตได้โดยไร้หัวใจ สุดยอดการแพทย์สมัยใหม่             

นวัตกรรมทางการแพทย์แบบใหม่ ใช้เครื่องมือทางการแพทย์แทนหัวใจมนุษย์ ชายชาวอเมกันรายแรกได้ทดลองใช้
นับได้ว่าเป็นมนุษย์คนแรกที่อยู่โดยปราศจากหัวใจ

เว็บไซต์ออนไลน์ต่างประเทศ เผยแพร่เรื่องราวสุดช็อกนาย เครก ลูอิส วัย 55 ปี ที่ทุกข์ทรมานจากโรคหัวใจ และโรคแพ้ภูมิที่หาได้ยาก เขาเข้ารับการรักษาที่สถาบันโรคหัวใจในเท็กซัสชื่อว่า amyloidosis ในเดือนมีนาคม ปี 2554 ซึ่งก่อนหน้านั้นเขามีอาการหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ รวมทั้งไตและตับวาย ทั้งนี้แพทย์ต่างลงความเห็นว่า เขาน่าจะมีชีวิตอยู่ได้ในเวลาเพียงไม่นานนับจากนั้น

ดร. บิลลี่ คอนร์ และ ดร.บัซ ฟาร์เซียร์ แพทย์ผู้ทำการรักษา ได้ทำการผ่าตัดหัวใจของนาย ลูอิส ออก ร่วมด้วยการติดตั้งอุปกรณ์ ที่ช่วยให้เลือกไหลเวียนไปทั่วร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งผลของการรักษาก็เป็นที่น่าพึงพอใจ เนื่องจากหลังจาก
ติดตั้งอุปกรณ์คนไข้รายนี้ เขาก็มีอาการดีขึ้นเรื่อยๆ

ทั้งนี้นาย บิลลี่ คอนร์ ศัลยแพทย์ที่มีวิธิการรักษา ควบคู่ไปกับการประดิษฐ์คิดค้น และวิจัย เขาใช้เวลาไปกับการคิดค้นร่วมด้วยการพัฒนา เทคโนโลยีใหม่ในการเปลี่ยนแปลง หรือซ่อมแซมหัวใจมนุษย์ ซึ่งชิ้นที่มีความโดดเด่นมากที่สุดคือ LVADs ที่มีกระบวนการในการทดแทนหัวใจของมนุษย์ สามารถใช้งานได้ไม่แตกต่างจากของจริงมากนักเพียงแต่จะไม่มีหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะเหมือนที่เคยมี

อย่างไรก็ตามสื่อต่างประเทศหลายแขนง ออกมาตั้งข้อสังเกต เกี่ยวกับการดำเนินชีวิต หลังจากการเปลี่ยนจากอวัยวะจริง
มาใช้เครื่องจักรกลทำหน้าที่แทนของเดิม แม้จะเป็นความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่ดีและอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นในการรักษา
ชีวิตมนุษย์ได้อีกหลายชีวิตแต่ก็เป็นไปได้ว่า อาจจะมีผลกระทบอื่นๆตามมาในภายหลัง

‪#‎แพทยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์‬ ‪#‎มนุษย์โรบอทดำรงชีวิตได้โดยไร้หัวใจ‬

พบการระบาดของไข้หวัดนก สายพันธ์ H5N6 ที่จีนรายแรก

พบการระบาดของเชื้อไข้หวัดนกสู่คน สายพันธ์ุ H5N6 ในชายอายุ 49 ปีที่มนฑลเสฉวน เป็นครั้งแรกและเสียชีวิตไปจากภาวะปอดอักเสบรุนแรงหลังจากพบและรับการรรักษาปัจจุบันยังไม่มีการรายงานการแพร่จากคนสู่คนของเชื้อสายพันธ์นี้ และคาดว่าจะแพร่ได้ในอัตราที่ตำ่มากแต่อย่างไรก็ตามต้องจับตามองและป้องกันอย่างเข้มงวด

update ข่าวสารด่วนทันใจกับ MAT

Hong Kong (CNN) -- A 49-year-old man from China is believed to be the world's first human infected with the H5N6 avian flu strain.The man, who was from Nanbu county in Sichuan province, died Tuesday in a hospital after receiving treatment, according to the Sichuan Provincial Health and Family Planning Commission. He suffered a severe case of pneumonia and was detected to have the H5N6 strain after a throat swab, according to the agency. The man had been exposed to dead poultry.

Medical experts say this an isolated case and that the risk of human-to-human transmission remains low. People who had close contact with the patient did not show any symptoms after medical observation, according to the commission

http://edition.cnn.com/2014/05/07/health/h5n6-flu-china-death/index.html

คณะกรรมการวางแผนครอบครัวและสุขภาพ (เอชเอฟพีซี)
ประจำมณฑลเสฉวน ว่า ชายวัย 49 ปีผู้นี้มาจากเขตนันบุ ทางตะวันตกของจีน เสียชีวิตที่โรงพยาบาลเมื่อวันอังคารขณะกำลังรับการรักษา โดยเขามีอาการปอดบวมรุนแรง ก่อนถูกตรวจพบว่ามีเชื้อ 'H5N6' ในร่างกาย และจากการสืบสวนเบื้องต้นพบว่าเขาเคยสัมผัสซากสัตว์ปีกด้วย

ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ระบุว่า นี่เป็นกรณีเดี่ยวไม่ใช่การติดต่อและความเสี่ยงของการติดต่อระหว่างคนสู่คนยังคงต่ำ
โดยหลังจากตรวจสอบคนใกล้ชิดกับผู้ป่วย พบว่าไม่แสดงอาการป่วยใดๆออกมาให้เห็น อย่างไรก็ตามหลังจากเกิดเหตุล่าสุดนี้ ทางการไต้หวันประกาศเตือนพลเมืองที่เดินทางไปยังมณฑลเสฉวนทันที ว่าให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสัตว์ปีกทั้งเป็นๆและตายแล้ว

ทั้งนี้ เชื่อกันว่า H5N6 เป็นไวรัสไข้หวัดนกที่มีอัตราก่อโรคระดับต่ำ ถูกพบในเยอรมนี, สวีเดน และสหรัฐอเมริกา ขณะที่ในช่วงที่ผ่านมา ภูมิภาคเอเชียตะวันออกต้องเผชิญกับไวรัสไข้หวัดนกหลายสายพันธ์ุ ซึ่งจากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก เมื่อเดือนมี.ค. 2013 มีการค้นพบไวรัสไข้หวัดนกสายพันธ์ุใหม่ 'H7N9' ในจีน ซึ่งนับจากนั้นมันคร่าชีวิตผู้คนไปแล้ว 115 ราย และมีผู้ป่วย 367 คน เมื่อเดือนพ.ค. 2013 หญิงวัย 20 ปีคนหนึ่งในไต้หวันกลายเป็นมนุษย์คคนแรกที่ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนกสายพันธ์ุ 'H6N1' โดยหญิงคนนี้ไม่มีประวัติสัมผัสกับสัตว์ปีก และหายจากอาการป่วยในเวลาไม่กี่วัน ต่อมาในเดือนธ.ค. ปีเดียวกัน จีนรายงานพบผู้เสียชีวิตรายแรกจากการติดเชื้อไข้หวันนกสายพันธ์ุ H10N8 โดยเป็นหญิงชราวัย 73 ปีในมณฑลเจียงซี

 

Visitors: 706,183